บทที่ 2 -
แท็กซี่สีส้มเหลืองจอดลงชะลอตรงหน้าประตูรั้วเหล็กดัดสีดำทอดตัวยาวตระหง่าน บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่สไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในหมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ ยอดไม้ใหญ่ตัดแต่งทรงเรขาคณิตรับกับกำแพงปูนเปลือยที่ดูเรียบหรู แต่ในสายตาของคนที่เติบโตมากับโลกสีน้ำและลายเส้นนิทานอย่างพัดชา บ้านหลังนี้กลับดูเย็นชาจนน่าประหลาด
หญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงยาวสีครีมสวมทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมสีพาสเทล ยืนปรับสายกระเป๋าเป้สะพายหลังของตัวเองลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าผ้าทรงโตที่พองอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์คู่ใจ เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะยื่นมือไปกดกริ่งหน้าบ้าน
เพียงไม่กี่วินาที ประตูเล็กข้างรั้วก็ถูกเปิดออกโดยแม่บ้านวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มสีเทาสะอาดตา แม่บ้านมองพัดชาด้วยสายตาพิจารณาชั่วครู่ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนให้
“มาสัมภาษณ์งานพี่เลี้ยงใช่ไหมคะ คุณธันวารออยู่ด้านในแล้วค่ะ เชิญทางนี้เลย”
พัดชาก้าวเท้าผ่านพ้นประตูรั้วเข้ามา สายตาของเธอสำรวจบรรยากาศรอบกายโดยอัตโนมัติ พื้นทางเดินหินแกรนิตขัดมันแวววาว ไร้ซึ่งร่องรอยของเศษใบไม้หรือฝุ่นผง แม้แต่สวนหญ้าด้านข้างก็ถูกตัดแต่งจนเนี้ยบราวกับเอาไม้บรรทัดมาวัด ทุกอย่างถูกวางตำแหน่งไว้เป๊ะ สมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ แต่มันกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของคำว่า ‘ครอบครัว’
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในตัวบ้าน ความรู้สึกอบอ้าวภายนอกถูกแทนที่ด้วยอากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศศูนย์กลาง โทนสีตกแต่งเน้นไปที่สีขาว เทา และดำ เฟอร์นิเชอร์หนังแท้ทรงเหลี่ยมวางตั้งกระจายอย่างมีระเบียบ ไร้ซึ่งของตกแต่งกระจุกกระจิก ไร้กรอบรูปครอบครัว และแน่นอน... ไร้ซึ่งร่องรอยว่ามีเด็กวัยสามขวบอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้
‘นี่มันออฟฟิศผู้บริหารชัด ๆ ไม่ใช่บ้านสำหรับเลี้ยงเด็กเลยสักนิด’ พัดชาคิดในใจ ความรู้สึกเกร็งเริ่มก่อตัวขึ้นเล็กน้อย บ้านที่ไร้ความยืดหยุ่นขนาดนี้ เด็กน้อยที่เพิ่งสูญเสียแม่ไปจะปรับตัวอยู่ได้อย่างไรกัน ?
แม่บ้านนำทางพัดชามายังห้องรับแขกขนาดใหญ่ ที่ซึ่งมีร่างสูงโปร่งของเจ้าของบ้านนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ธันวานั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวยาว ขาข้างหนึ่งไขว่ห่างอย่างมีมาด ในมือถือแท็บเล็ตเครื่องบาง สายตากวาดอ่านเอกสารอย่างเคร่งเครียด เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม พับแขนขึ้นมาถึงปลายนัยน์ตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาให้ความรู้สึกน่ายำเกรง ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูไร้ความรู้สึกนั้นตึงแน่น คิ้วเข้มขวดเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
“คุณพัดชาใช่ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น โดยที่เจ้าตัวยังไม่ยอมเงยหน้าจากจอแท็บเล็ตด้วยซ้ำ เขากดส่งอีเมลฉบับสุดท้ายก่อนจะวางเครื่องมือสื่อสารลงบนโต๊ะกระจกข้างตัวอย่างเบามือ แล้วจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
สายตาของนักธุรกิจหนุ่มกวาดสำรวจผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจดเท้า รูปร่างผอมบาง ใบหน้าหวานที่ไม่ได้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ เสื้อผ้าโทนสีอ่อนดูเป็นกันเองเกินกว่ามาตรฐานคนที่เขาเคยร่วมงานด้วย และกระเป๋าผ้าใบโตที่ดูเกะกะ ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ ความกังวลสะท้อนอยู่ในดวงตา
“เชิญนั่งก่อนสิครับ” ธันวาผายมือไปยังเก้าอี้อาร์มแชร์ฝั่งตรงข้าม บุคลิกและท่าทางของเขาทั้งหมดถอดแบบมาจากห้องประชุมระดับบริหารไม่มีผิดเพี้ยน
“ขอบคุณค่ะ คุณธันวา” พัดชายิ้มรับอย่างสุภาพ เธอนั่งลงตัวตรง วางกระเป๋าผ้าไว้ข้างกายอย่างระมัดระวัง
“ผมพูดตรง ๆ นะคุณพัดชา” ธันวาเปิดฉากทันที น้ำเสียงของเขามั่นคงและจริงจัง
“เพื่อนผม... ไอ้ภัทร มันแนะนำคุณมา มันบอกว่าคุณเข้ากับเด็กได้ดี แต่ผมดูจากเรซูเมที่คุณส่งอีเมลมาเมื่อเช้า คุณไม่มีวุฒิการศึกษาด้านการบริบาลเด็ก ไม่มีใบรับรองการผ่านงานพี่เลี้ยงมืออาชีพ คุณเป็น... นักเขียนนิทานฟรีแลนซ์ ซึ่งมันคนละเรื่องกับการดูแลชีวิตเด็กคนหนึ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
พัดชานั่งฟังนิ่ง ๆ ไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือพอใจกับคำปรามาสนั้น เธอรู้ดีว่าผู้ชายประเภทนี้วัดทุกอย่างด้วยตัวเลข ใบประกาศ และผลงานที่เป็นรูปธรรม
“ผมต้องการคนที่เป๊ะ” ธันวาพูดต่อ พร้อมกับยกมือขึ้นประสานกันบนตัก
“ต้องการคนที่จัดการเรื่องเวลา อาหาร โภชนาการ และความปลอดภัยของมิลินได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่คนที่มาเล่นสนุกไปวัน ๆ คุณคิดว่าคุณมีอะไรดีพอจะมาทำหน้าที่นี้”
พัดชามองหน้าชายหนุ่มเจ้าระเบียบตรงหน้า เธอกำลังจะเอ่ยปากอธิบายถึงมุมมองด้านจิตวิทยาเด็กที่เธอศึกษามา แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ด้านหลังของเขา
ตรงมุมเสาต้นใหญ่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ปรากฏร่างเล็กจิ๋วในชุดกระโปรงลายจุดสีส้ม มิลินกำลังยื่นหน้าออกมาเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่ยังคงบวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืนจ้องมองมายังผู้มาใหม่ด้วยความระแวง หนูน้อยกอดตุ๊กตาหมีเน่าไว้แน่น กัดริมฝีปากล่างเหมือนพร้อมจะวิ่งหนีกลับขึ้นห้องได้ทุกเมื่อ หากมีใครเข้าใกล้
ธันวาเห็นพัดชามองเลยไปข้างหลัง จึงหันกลับไปมอง พอมิลินเห็นว่าน้าชายหันมา ก็รีบหดหัวกลับไปซ่อนหลังเสาทันที
“มิลิน... ออกมาหาน้าสิลูก” ธันวาใช้น้ำเสียงดุ ๆ แบบที่คนได้ยินอย่างพัดชายังรู้สึกว่าเป็นการควบคุม
“อย่าเสียมารยาท น้าบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้ามีแขกมาบ้านอย่างอแง”
คำพูดที่ดูเป็นทางการและเข้มงวดนั้น กลับยิ่งทำให้ร่างเล็กหลังเสาหดตัวลึกลงไปอีก พัดชามองภาพนั้นแล้วแอบถอนหายใจในใจ คุณน้าคนนี้ สอบตกเรื่องเด็กตั้งแต่วินาทีแรกเลยจริง ๆ
“คุณธันวาคะ ขอเวลาฉันสักครู่นะคะ” พัดชากระซิบเบา ๆ
เธอไม่รอให้เขาอนุญาต หญิงสาวขยับตัวลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นพรมข้าง ๆ เก้าอี้ ลดระดับสายตาของตัวเองลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กหญิง จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ รูดซิปเปิดกระเป๋าผ้าใบโตออกอย่างเบามือ
ธันวามองตามการกระทำนั้นด้วยความฉงน คิ้วเข้มขมวดแน่นขึ้น
“คุณจะทำอะไร”
พัดชาไม่ได้ตอบ แต่เธอหยิบหุ่นนิ้วมือผ้าฝ้ายรูปสัตว์ต่าง ๆ ออกมาสวมที่นิ้วมือทั้งห้าของเธออย่างคล่องแคล่ว มีทั้งเจ้ากระต่ายหูยาว จิ้งจอกส้ม และนกฮูกตาโต จากนั้นเธอก็เริ่มขยับนิ้วมือเบา ๆ และเปลี่ยนน้ำเสียงของเธอให้กลายเป็นเสียงเล็กลง นุ่มนวล และเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ
“เอ๋... วันนี้กระต่ายน้อย ดมได้กลิ่นหอม ๆ ของเด็กดีแถวนี้ชัดเจนจังเลยนะ” พัดชาพูดผ่านหุ่นนิ้วมือกระต่าย ขยับมันไปมากลางอากาศ
“คุณนกฮูกเห็นไหมว่าเด็กดีซ่อนอยู่ตรงไหน”
เสียงหวานสดใสที่ดูแตกต่างจากเสียงพูดคุยของผู้ใหญ่ทั่วไป ดึงความสนใจของมิลินได้ทันที ศีรษะเล็ก ๆ ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากหลังเสาอีกครั้ง ดวงตากลมโตมองจ้องมายังหุ่นนิ้วมือรูปสัตว์ที่กำลังขยับอยู่
“โอ๊ะโอ จิ้งจอกเห็นแล้ว !” พัดชาใช้หุ่นจิ้งจอกพูดตอบ
“เด็กดีใส่ชุดกระโปรงลายจุดสีส้มยืนอยู่ตรงนั้นไง แต่เอ... เจ้ากระต่ายสงสัยจังเลยว่า ตุ๊กตาหมีที่เด็กดีกอดอยู่ ชื่อว่าอะไรนะ มันชอบกินแคร์รอตเหมือนเจ้ากระต่ายหรือเปล่าเอ่ย”
พัดชาไม่ได้เดินเข้าไปหา ไม่ได้พยายามบีบบังคับ แต่นั่งรออยู่ที่เดิม ขยับหุ่นนิ้วมือเบา ๆ และส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดไปให้ เด็กวัยนี้เมื่อถูกดึงเข้าสู่โลกแห่งความฝัน ความกลัวก็จะค่อย ๆ พังทลายลงอย่างง่ายดาย
มิลินจ้องมองหุ่นนิ้วมือพวกนั้น ความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กเริ่มทำงาน ชัยชนะเล็ก ๆ ของพัดชาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเท้าของเด็กหญิงค่อย ๆ ก้าวออกจากหลังเสา
เด็กน้อยก้าวเดินช้า ๆ ตาจ้องไปที่กระต่ายน้อยบนนิ้วมือของหญิงสาว จนกระทั่งมายืนหยุดอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงแค่ระยะเอื้อมมือ
“มัน... มันชื่อพี่หมีคลอดด์ค่ะ” เสียงเล็ก ๆ สั่นเครือเอ่ยตอบเบา ๆ
“ไม่ได้กินแคร์รอต... พี่หมีกินน้ำผึ้ง”
“โอ้โฮ พี่หมีคลอดด์กินน้ำผึ้งเหรอเนี่ย !” พัดชาทำตาโต ขยับหุ่นกระต่ายให้ก้มหัวโค้งคารวะ
“กระต่ายยินดีที่ได้รู้จักพี่หมีคลอดด์นะครับ แล้วเด็กดีคนสวยชื่ออะไรเอ่ย บอกกระต่ายได้ไหมครับ”
“ชื่อ... มิลินค่ะ”
“น้องมิลิน !” พัดชาเปลี่ยนไปใช้หุ่นนกฮูกขยับหัวไปมา
